0.2 ปัดฝุ่น เคาะสนิม และ ผู้ร่วมชะตากรรม

จักรยานคันโปรดที่ใช้ปั่นทางไกลถูกจอดทิ้งเอาไว้นานเป็นปีแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมาผมปั่นจักรยานไกลมากที่สุดคงจะไม่เกิน 10 กิโลเมตร ซื้อของหน้าปากซอย ช้อปปิ้ง หาอะไรกินเล็กน้อย งานที่ต้องทำก่อนออกเดินทาง ตรวจเช็คสภาพความพร้อมของจักรยาน รื้อฟื้นทักษะในการซ่อมแซมดูแลจักรยาน ฝึกซ้อมร่างกายเพื่อปั่นจักรยานทางไกลให้ได้อีกครั้ง และรื้อฟื้นความทรงจำในทักษะต่างๆที่จำเป็น

จักรยาน

ในส่วนของการดูแลอุปกรณ์ ผมให้ความสำคัญกับความสามารถในการดูแลจักรยานด้วยตัวเองค่อนข้างมาก เนื่องจากประสบการณ์การปั่นจักรยานทางไกลที่ผ่านมา สอนให้ผมรู้ว่า ถ้าหากจักรยานเสียระหว่างทาง การซ่อมจักรยานได้เองในทันทีมีประโยชน์มากกว่าการมองหาความช่วยเหลือระหว่างเส้นทาง หรือรอคอยให้ได้พบเจอผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ในแง่ของการรักษาเวลาในการเดินทางให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ การเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้ได้ตามเป้า ไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน

เป็นความโชคดีที่ผมคลั่งจักรยาน นั่นทำให้ผมมีแต้มต่อในเรื่องของทักษะการซ่อมบำรุงดูแลรักษา จักรยานที่ผมใช้แทบทุกคัน ผมประกอบเองกับมือ ผมเลือกอะไหล่จักรยานด้วยตัวเอง ผมเซ็ตอับจักรยานของผมด้วยตัวเอง มันไม่ยากนักหากจะรื้อฟื้นความจำในการลงมือประกอบจักรยาน และเซ็ตอับให้เข้าที่เข้าทาง

วางแผนฝึกซ้อม

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การฝึกซ้อมจำเป็นมากสำหรับการปั่นจักรยานทางไกลรูปแบบที่มีกำหนดกรอบเวลา กรอบเป้าหมายระยะทางการเดินทางที่ต้องการให้ได้ในแต่ละวัน ไม่เหมือนกับการออกเดินทางแบบ Full-Time Traveler

เมจิคนัมเบอร์ สำหรับการเดินทางของผมคือ ขั้นต่ำที่ผมควรทำได้ในแต่ละวันคือ 60-70 กิโลเมตร ไปพร้อมกับสัมภาระที่จำเป็นในการใช้ชีวิต 3 วัน ถ่ายภาพ และอุปกรณ์อื่นๆที่อยากเอาติดตัวไปด้วย ส่วนระยะทางขั้นปกติที่ควรจะฝึกซ้อมเผื่อเอาไว้ด้วย คือตัวเลข 150 กิโลเมตร ต่อวัน เมจิคนัมเบอร์นี้ เป็นการอ้างอิงระยะทางที่ใช้ในการข้ามจังหวัด จากจังหวัดหนึ่ง-ข้ามจังหวัดที่ติดกัน-เพื่อไปถึงอีกจังหวัดหนึ่ง

ฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไป เพิ่มระยะทาง เวลา และน้ำหนักบรรทุก ทุกวันระหว่างสัปดาห์ แล้วจัดให้เกิดการซ้อมปั่นระยะทางไกล ใช้เวลานาน ปั่นวนเวียนไม่ไกลจากบ้าน ทุกๆสุดสัปดาห์ – ด้วยระยะเวลา 1 เดือนผมควรจะสามารถปั่นจักรยานทางราบพร้อมน้ำหนักบรรทุกได้ไกล 150 กิโลเมตร ตามเป้าหมายเมจิคนัมเบอร์ ที่วางเอาไว้ได้

ผู้ร่วมชะตากรรม

ตอนเริ่มต้นคิดโครงการนี้ ไม่ได้ตั้งใจว่าต้องมีใครสักคนร่วมปั่นจักรยานไปกับผมด้วย แต่สถานการณ์แวดล้อมนั้นบังคับให้ผมต้องดึงคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม

เมษายน 2564 การระบาดของไวรัสโคโรน่าฯ ระลอกล่าสุด ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการเพื่อควบคุมป้องกันการระบาด การจัดกิจกรรมหลายอย่างถูกห้าม สนามกีฬา สระว่ายน้ำ โรงเรียน กิจกรรมช่วงปิดเทอมของลูกๆ ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

ครอบครัวมีความสำคัญ ลูกๆผมต้องการคนดูแล ผมไม่สามารถปล่อยให้ชีวิตของพวกเขาล่องลอย ใช้เวลาว่างระหว่างปิดเทอมกับการดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ไปเรื่อยๆ จนกว่าโรงเรียนจะประกาศเปิดการเรียนการสอน พวกเรา ในฐานะผู้ปกครอง ไม่สามารถยอมให้โทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงเด็กได้ พวกเราถูกชี้นำให้เชื่อว่าการดูโทรทัศน์ การเล่นเกมส์ การติดหน้าจอ มีผลร้ายต่อพัฒนาการของเด็ก

เกริ่นมาเสียขนาดนี้ …. ผู้ร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานไม่ใช่คนอื่นคนไกล ลูกคนโตของผมที่อายุย่างเข้า 13 ขวบในปีนี้ ถูกบังคับให้ร่วมทำกิจกรรมกับผม เพื่อให้เขาได้มีกิจกรรมอย่างอื่นทำ นอกเหนือจากที่เวลาว่างของเขาจะอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ อย่างน้อยๆ ให้เขาได้ถนอมสายตาย เปลี่ยนความสนใจของเขาให้อยู่กับเรื่องอื่น

จักรยานของลูกชายคนโตของผม เป็นจักรยานคันเล็กพอดีตัว ล้อจักรยาน ขนาด 650c เป็นจักรยานถนนที่ปั่นทำความเร็วได้ดี สามารถร่วมกิจกรรมปั่นฝึกซ้อมในแต่ละวันกับผมได้

การปั่นจักรยานฝึกซ้อมของผม จะมีลูกคนโตของผมร่วมด้วย อย่างน้อยๆสัปดาห์ละ 2 วัน และถ้าหากเขามีความพร้อมมากพอ ไม่งอแงต่อต้านการทำกิจกรรม ผมอาจจะให้เขาร่วมทริปออกเดินทางเพื่อไปชื่นชมโลกภายนอกกับผมด้วยเช่นกัน เลวร้ายที่สุดสิ่งที่เขาได้คือการออกกำลังกาย