0.1 เป้าหมายที่เปล่งแสง

‘จ่ายค่าเทอมลูก’ ‘เรียบร้อย!’ ‘ส่งสินค้าให้ลูกค้า รับออร์เดอร์ใหม่’ ‘เรียบร้อย!’ ‘ซื้อกับข้าวกลับเข้าบ้าน’ ‘เรียบร้อย!’ ‘ออกกำลังกายตอนเย็น 30 นาที’ ‘เรียบร้อย!’ ผมทำงานต่างๆที่ผมต้องทำในวันนี้เสร็จแล้ว ค่อยๆติ๊กถูกรายการงานที่ต้องทำที่ผมเขียนเอาไว้บนสมุดบันทึกออกไปทีละรายการ ผมเพิ่งหัดจดบันทึกเรื่องราว กำหนดเป้าหมายการทำงาน วางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ชีวิตผมเข้าที่เข้าทางดีอยู่หรอก ไม่ได้หรูหรา แต่ไม่ได้แย่ มีเงินเก็บพอประมาณ มีหนี้สินพอประมาณ ทำงาน ดิ้นรนเพื่อให้มีกิน ชีวิตปกติ ธรรมดาๆ เหมือนกับคนทั่วไป

วิกฤติครั้งใหญ่ที่ชีวิตของพวกเราคนทั่วไปต้องพบเจอ ‘โควิด-19’ โรคระบาดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบทั่วโลก ผู้คนเกือบ 4,000 ล้านคน ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน เศรษฐกิจทั่วโลกเป็นอัมพาต นี่คือการเปลี่ยนโลกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างน้อยภายในหนึ่งชั่วอายุคน

ผมเป็นคนกลางๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และไม่เข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการของทางภาครัฐ ไม่ใช่คนที่โชคร้ายที่สุด แต่ไม่ใช่คนที่สบายที่สุดในสังคม ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความเครียด สักวันหนึ่งผมอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคเครียด หรือเป็นโรคซึมเศร้า เลวร้ายที่สุดคืออาจคิดฆ่าตัวตายได้

การพบเจอปัญหาชีวิตถึงแม้ว่าจะดูเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกแต่ถ้าหากไม่พยายามสู้กับปัญหาผมรู้สึกว่ามันช่างน่าโมโหเสียเหลือเกิน ผมรู้ตัวดีว่าต้องพยายามหาทางออกให้กับตัวเอง ทำอะไรก็ได้สักอย่างให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยๆ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของตัวเอง การเร่งอ่านหนังสือหลายเล่ม หาคำตอบให้กับคำถามที่ค้างคาใจที่เกิดขึ้นมาในหัวเวลานั้นๆ เป็นทางออกที่ผมเข้าถึงได้สะดวกที่สุด

ในช่วงที่ชีวิตกำลังสั่นคลอน การอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยาหลายๆเล่ม เป็นที่พึ่งสำคัญสำหรับสมองตื้อๆของผม หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอ่าน ‘The Bullet Journal Method’1 ที่ผมใช้เป็นอ้างอิงเพื่อสอนตัวเองให้รู้จักการจดบันทึก ชวนให้ผมถามคำถามใหญ่ๆเหล่านี้กับตัวเอง ‘เป้าหมายของชีวิตของผมคืออะไร ?’ ‘ผมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ?’ นอกเหนือจากการรักษาชีวิตเอาไว้ให้มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด ‘การมีชีวิตอยู่ของผมมีความหมายอะไร ?’ การท้าทายตัวเองด้วยประเด็นหนักสมองเป็นสิ่งที่น่ากลัวเอาเรื่อง และหนังสือได้แนะนำวิธีการเอาชนะการเผชิญหน้ากับงานใหญ่นี้ด้วยการลงมือตอบคำถามเล็กๆ ค่อยๆ ทบทวนชีวิตไปทีละเรื่อง

การสำรวจตัวเองหลังจากอ่านหนังสือเล่มที่ว่านี้ ทำให้ผมรู้ตัวเองในสิ่งสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.) ผมมีลักษณะที่เข้าข่ายผู้ที่เป็นโรควิตกกังวล อาจนำมาซึ่งโรคทางใจและทางกายอีกหลายโรค – การเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยความคิดบวก การส่งเสริมความรู้สึกในตัวเองและการฝึกมองหาความหมายของชีวิต เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่จะช่วยลดความทรมานจากโรควิตกกังวลได้ และ 2.) การมีเป้าหมาย การรักษาความสงสัยไคร่รู้ให้คงอยู่ โฟกัสกับกระบวนการ สามารถนำพาตัวเองออกจาก comfort zone ช่วยให้เราค้นพบความหมายของชีวิต

ผมเขียนเป้าหมายของผมลงบนสมุดบันทึกตามคำแนะนำที่ได้อ่านจากหนังสือ เวลาผ่านไป 3-4 วันที่ผมค่อยๆพิจารณาสิ่งแวดล้อมของชีวิต และความรู้สึกส่วนตัว เป้าหมายที่แสนธรรมดาแต่สำคัญถูกเขียนลงในสมุดบันทึกหลายต่อหลายรายการ เป้าหมายหลายรายการนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สำคัญ หลายรายการสำคัญตามหลักเหตุผล ความเชื่อ วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียม

ถ้าตอนนี้คือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ร่างกายที่ยังคงใช้งานได้อยู่ สมองที่ยังคงสั่งการได้ รับรู้เรื่องราวได้ ตัวเลือกของเป้าหมายเฉพาะเจาะจงส่วนตัวที่วนเวียนอยู่ในหัวผมมาตลอดช่วงเวลา 5-6 ปีนี้ ไม่พ้นการปั่นจักรยาน เดินทางไปให้ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย รับรู้เรื่องราวของพื้นที่ พูดคุยกับผู้คนในท้องถิ่น สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากวันทำงาน ถ่ายรูป เขียนบันทึกการเดินทาง เป้าหมายส่วนตัวนี้จะต้องถูกเขียนลงไปในรายการเป้าหมายของผม

ผมคิดเรื่องการปั่นจักรยานต่อไปได้เรื่อยๆ โดยที่ผมไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลหรือหดหู่แต่อย่างใด ไม่เหมือนกับการคิดเรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ การทำงาน และการหาทางรอดฝ่าวิกฤติ เพียงแค่คิดรายละเอียดใดอย่างหนึ่งในหัวข้อนี้ หน้าผมก็ซีดลงทันที พยายามหยุดคิดก็ทำไม่ง่ายเลย ผมสามารถบ่นซ้ำไปซ้ำมา วนไปมา ในเรื่องของความวิตกกังวลและความกลัวได้เรื่อยๆ แต่มันไม่เคยก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

การวนกลับมาคิดเรื่องการใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตที่เหลือโดยการปั่นจักรยาน ความสงสัยไคร่รู้ในหัวข้อการปั่นจักรยานท่องเที่ยว ทำให้ผมหยุดการคิดมาก กังวล จนลืมความเครียดไปเลยทีเดียว

มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ถ้าวันหยุดผมออกจากบ้าน 2-3 วัน ไปยังสถานที่ที่ผมอยากไป นอนค้างคืน ละทิ้งความกังวลเรื่องงานและภาระต่างๆ ใช้เวลาพูดคุยกับผู้คน ถามความคิดเห็นของเขาในเรื่องที่ผมอยากรู้ รับฟังคำอธิบายจากมุมของเขา กลับมาบ้านพร้อมกับความคิดบางอย่างที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปได้ตลอดกาล

ผมจินตนาการแบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่ปล่อยให้ตัวเองได้คิดฝันล่องลอยไป ใจผมเต้นแรงทุกครั้ง ลืมความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความเครียดและความกังวลทุกครั้งไป

ผมเห็นภาพตัวเองปั่นทางไกล ปั่นจักรยานไปถึงบ้านสวนอ้วนน้อย บางกล่ำ ที่ซึ่งห่างจากบ้าน 150 กิโลเมตร ผูกเปลมุ้งนอนค้างคืนที่สวน ยิงคำถามที่อยากรู้ พูดคุยกับพี่จอย เพื่อน และสมาชิกครอบครัวของเขา เห็นภาพตัวเองไปถึงบ้านต้นไม้ร้อยหวัน ที่ป่าพยอม ซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกเกือบๆ 100 กิโลเมตร นอนฟังเสียงน้ำ 2 คืน พูดคุยกับพี่จู ในระหว่างวันได้ปั่นจักรยานไปถึงอ่างเก็บน้ำ และอุทยานแห่งชาติ จินตนาการจุดเริ่มต้นของทริปปั่นของผมเริ่มต้นที่สถานที่ 2 แห่งนี้

ถ้าหากผมออกไปปั่นจักรยานบนท้องถนนแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ผมอาจจะรู้สึกพึงพอใจกับการได้ใช้ชีวิต ดีเสียกว่าที่ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมใช้ชีวิตเพียงตั้งใจทำงานอยู่แต่ในที่ทำงาน กักตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วเกิดติดไวรัสโคโรน่าโดยไม่รู้สาเหตุ

การระบาดรอบใหม่ กลางปี พ.ศ.2564 ครั้งนี้ เกิดการระบาดไปทั่วประเทศ ยิ่งทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าหากอ่านข่าวในแต่ละวันจะยิ่งรู้สึกวิตก ‘ความกลัว เป็นข่าวที่ขายได้’ ผมเคยได้ยินมาแบบนั้น ถ้าผมอ่านแบบขาดสติ ไร้การวิเคราะห์ ผมคงจะมีเรื่องที่ให้ต้องกังวลจนนอนไม่หลับอีกก็เป็นได้

กติกาการใช้ชีวิตในสังคมในแต่ละพื้นที่จังหวัดแตกต่างกันไปตามแต่ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อในขณะนั้น บางจังหวัดร้องขอให้ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นต้องเข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ ต้องกักตัวดูอาการ นั่นเป็นรายละเอียดที่ต้องนำมาคิดวางแผนการเดินทางในแต่ละครั้ง แต่ผมกลับมองเป็นความท้าทาย ให้ความรู้สึกเชิงบวกมากกว่าปัญหาทางการงานที่ผมต้องเผชิญอยู่

ชัดเจนเหลือเกินว่า ตอนนี้ผมเรียกร้องที่จะออกจากชีวิตเดิมๆ ลงมือทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าสักวันต้องทำให้ได้ ไม่รอจนถึงวันข้างหน้า วันที่ดีกว่าวันนี้ เป้าหมายส่วนตัวที่ยังค้างคาอยู่นี้ หากไม่ได้ลงมือทำ และยังคงปล่อยให้ความสงสัยไคร่รู้ที่เป็นอยู่ค่อยๆเลือนหายไป ผมคงจะต้องย้อนกลับเข้าสู่วังวนของความเครียดอีกแน่นอน ผมต้องใช้เวลาว่างเล็กๆน้อยๆที่มีอยู่ ทำอะไรที่ผมอยากทำเสียบ้าง

ผมสัมผัสได้ทันทีว่าเป้าหมายส่วนตัว ‘การปั่นจักรยานเที่ยว.’ และ ‘เขียนบันทึกและเผยแพร่ต่อสาธารณะ.’ เป็นสิ่งที่ ‘เปล่งแสง.’ มันอาจมีโอกาสเป็นการลงมือทำที่มีความหมาย ผมอาจจะค้นพบความหมายในการมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้