ก่อนจะเข้าเรื่อง

“เธอน่าจะเขียนหนังสือนะ ว่าแต่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไรล่ะ?” ภรรยาผมชวยคุย ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรพิเศษ แต่มันเป็นคำถามที่ท้าทายเสียเหลือเกิน

นอกจากหนังสือวิชาการ คู่มือ เนื้อหาด้านเทคโนโลยี ที่ผมเคยเขียนเสร็จส่งงานเรียบร้อยเมื่อ 20 ปีก่อน เขียนบทความสั้นๆเชิงวิชาการลงนิตยาสาร และเขียน Blog ส่วนตัว – ผมไม่เคยได้เขียนหนังสืออะไรเลย

ผมอยากทำอะไรให้เสร็จสักอย่าง เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ การเดินทางด้วยจักรยานและถ่ายทอดเรื่องราว เป็นหัวข้อที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น หัวใจพองโตเมื่อคิดถึง เป็นความฝันลมๆแล้งของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ยังคงชอบจักรยานเหมือนในวัยเด็ก

ผมผ่านประสบการณ์อะไรมามากมายพอหอมปากหอมคออยู่บ้าง ได้ลิ้มลองรสชาติของความสำเร็จเล็กๆหลายๆอย่าง ในฐานะคนทำงาน คนทำธุรกิจ มีตำแหน่งทางสังคม มีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกๆที่น่ารัก ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีเงินเก็บ

งานเขียน เป็นหนึ่งในงานที่อยากทำให้สำเร็จ เป็นหนังสือ ไม่เป็นหนังสือ อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้ได้ความรู้สึกของ การมีจุดเริ่มต้น มีความต่อเนื่องของเรื่องราว และมีจุดสิ้นสุดของเรื่อง

ผมเก็บสะสมความอยากเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานเอาไว้ ปรุงแต่งความฝัน จินตนาการถึงวันที่เราจะได้ไปยืนอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เหมือนกับที่นักเดินทางคนอื่นเคยได้ไปถึง ผจญความยากลำบาก พบเจอเรื่องท้าทาย ได้ถ่ายภาพสวยๆ เห็นวิวสวยๆ บันทึกเป็นเรื่องราวเล่าให้คนอื่นฟัง

เหมือนที่ผมได้ทำเอาไว้กับหนึ่งใน Blog ส่วนตัวที่ชื่อว่า ” Thailand Bicycle Journey : เมื่อฉันอยากปั่นจักรยานทั่วประเทศไทย ” แต่ครั้งนี้ขอให้มีรูปแบบที่เป็นหนังสือ

ความชำนาญในการกดแป้นพิมพ์ เขียนเรื่องราวลงบนเว็บไซต์ บวกกับความตื่นเต้นกระตือรือร้น ทำให้การเขียนฉบับร่างอย่างไม่เป็นทางการบนเว็บไซต์เกิดขึ้นได้เร็วมาก ไม่ทันไร เนื้อหาจำนวน 4-5 หน้ากระดาษ ก็ได้ถูกนำเสนอเอาไว้บนเว็บไซต์ เป็นหนังสือดิจิตอลอย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ผมหยิบหนังสือบันทึกความทรงจำ บันทึกการเดินทาง คู่มือการท่องเที่ยว หนังสือของนักเดินทางที่เป็นที่รู้จักในยุคสมัยนี้ขึ้นมาอ่าน ดูภาพยนต์ ดูเว็บไซต์ท่องเที่ยว เฟสบุ๊ค ยูทูป เน็ตไอดอล บทสัมภาษณ์ต่างๆ ทุกๆเรื่องราวที่ผ่านหูผ่านตา ช่างน่าตื่นเต้น น่าอิจฉา มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงมือทำของผมมากมายเสียเหลือเกิน

ในการพบปะรายปีกับเครือญาติ ญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่งกระซิบเบาๆอย่างไม่เป็นทางการด้วยความเป็นห่วงเป็นใย เนื้อหาที่เขาพูดสื่อความหมายคล้ายกับว่า “เลิกฝันลมๆแล้งๆ แล้วตั้งใจทำงานหาเงินเสียเถอะ จะได้เป็นที่พึ่งของทุกๆคนในครอบครัวได้” – ผมเชื่อฟังและทำตามหรือเปล่า ก็ไม่เชิง ในทางตรงข้ามกันมันเป็นสัญญาณที่บอกว่าผมกำลังมาถูกทางแล้ว เป็นทางที่ผมจะไม่ได้มีชีวิตจำเจ มีชีวิตของตัวเอง เลือกเอง ไม่เหมือนกับที่ถูกวางแนวทางเอาไว้ว่าชีวิตต้องเป็นอย่างไรตามความต้องการของผู้ใหญ่

เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำ ไปพร้อมๆกับที่รับผิดชอบเรื่องอื่นๆของชีวิตให้ได้ดี ผมจะใช้เวลาเฉพาะวันหยุดในการเดินทาง บันทึกเป็นเรื่องราว แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเนื้อหาให้ใครก็ตามได้อ่าน

‘การเดินทางครั้งที่ 52’ เป็นชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัวทันทีทันใด เป็นการกำหนดกรอบเวลาของผมในการลงมือทำ ผมต้องการใช้เวลาเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ในการเดินทาง จำนวน 52 ครั้ง ที่ผมจะได้ให้โอกาสชีวิตของผมได้ผจญภัย ได้ออกจากถ้ำ ได้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยของผม ไปเจอกับสิ่งอื่น (คาดเดาเอาไว้ว่าการเดินทางของผม รวมกับเวลาที่ใช้ในการเขียน คงจะมากกว่านั้นเยอะ)

ผมเขียนบันทึกนี้ไว้ก่อนที่การเดินทางครั้งแรกจะเกิดขึ้น ก่อนที่อะไรๆรอบตัวของผมจะเปลี่ยนไป ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตจะมาถึงอีกครั้ง ผมไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเจอกับอะไร ไม่รู้ว่าการเดินทางของผมจะได้เกิดขึ้นจริงๆไหม ถ้าหากการเดินทางของผมเกิดขึ้นได้ ผมก็ไม่รู้อีกว่ามันจะไปถึงเป้าหมายปลายทาง เดินทางครบ 52 ครั้ง กลับมาเขียนบันทึกจนจบ แล้วจะได้ลองไปยื่นให้สำนักพิมพ์หรือไม่

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนผมจากใจจริง ภรรยาของผมผู้ยืนเคียงข้างผมตลอดมา ครอบครัวที่อบอุ่น และเพื่อนๆที่พูดคุยประคับประคองให้กำลังใจกันเสมอมา

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านหนังสือดิจิตอลฉบับร่างของผมต่อไปจากนี้ครับ


ณัฐวุฒิ นิธิอุทัย – ThailandBicycleJourney.com – 22 เมษายน 2564